รวบแก๊งหลอกเหยื่อลวงรัก สูบเงิน 15 - 60 ล้าน ทำสิ้นเนื้อประดาตัว

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 67 พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท.พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก.2 บก.ปอท. พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ รอง ผกก.2 บก...




เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 67 พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท.พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก.2 บก.ปอท. พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ รอง ผกก.2 บก.ปอท. พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ มงคลการ, พ.ต.ต.ธนนชัยย์ ศรีบุญจันทร์ สว.กก.2 บก.ปอท. ร่วมกันแถลงผลจับกุมผู้ต้องหาแก๊งโรแมนซ์สแกม จำนวน 2 คดี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คน

พล.ต.ต.อธิป เปิดเผยว่า คดีแรกเข้าจับกุม นายอิทธิกร พุ่มอยู่ อายุ 31 ปี น.ส.อัญชลี เวชบรรพต อายุ 30 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันทุจริตหรือหลอกลวงโดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ,ร่วมกันโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด”



พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร ,บัตรกดเงินสด,บัตรเครดิต รวม 16 รายการ นาฬิกา, พระเครื่อง, เครื่องประดับ,กระเป๋า-รองเท้าแบรนด์เนม และทรัพย์สินอื่น ๆ อีกหลายสิบรายการ



สำหรับคดีแรก ผู้ต้องหาทั้ง 2 มีพฤติกรรมนำภาพของบุคคลอื่นที่เป็นหญิงสาวหน้าตาดี มาสร้างบัญชีของแอพพลิเคชันเอ็กซ์ (X), เฟซบุ๊ก และไลน์ปลอม ขึ้นมา จากนั้นก็เข้าไปตีสนิทเหยื่อที่เป็นผู้ชายมีฐานะ เมื่อเห็นว่าเหยื่อเริ่มหลงเชื่อ หรือหลงรัก ก็จะกุเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาให้ดูน่าสงสาร ก่อนออกอุบายขอเงินไปใช้หนี้ต่าง ๆ ด้วยความสงสารผู้เสียหายจึงหลงเชื่อทยอยโอนเงินให้เรื่อยมา รวมเป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท



พล.ต.ต.อธิป กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาทางผู้เสียหายกับผู้ต้องหานั้นไม่เคยเจอกันเลย เพราะทุกครั้งที่ผู้เสีย
หายนัดเจอ ทางผู้ต้องหาก็จะพยายามบ่ายเบี่ยงอ้างติดธุระต่างๆ แต่ด้วยความสงสาร ประกอบกับหลงรักสาวตัวปลอมที่ผู้ต้องหาสร้างขึ้นมาประกอบด้วยคำพูดว่านล้อมต่างๆ จนทำให้เหยื่อใจอ่อนยอมโอนเงินไปให้ ภายหลังเมื่อมารู้ความจริง จึงนำเรื่องเข้าแจ้งความ จนนำมาสู่การจับกุมตัว



สอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง2 รับสารภาพว่า นำภาพถ่ายของบุคคลอื่นมาใช้สร้างตัวตนปลอมหลอกลวงผู้เสียหายจริง เงินที่ได้มาก็จะยักย้ายถ่ายเทไปยังบัญชีธนาคารอื่น ๆ หรือนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อของแบรนด์เนม เที่ยวต่างประเทศ เล่นการพนันต่าง ๆ จนหมด จากการตรวจสอบเพิ่มเติมยังพบว่านอกจากผู้เสียหายรายนี้ยังมีเหยื่อถูกลักษณะเดียวกันอีกว่า 40 ราย ขณะนี้สามารถยืนยันตัวบุคคลได้แล้วกว่า 10 ราย



ด้าน พ.ต.อ.สุพจน์ กล่าวต่อว่า สำหรับคดีที่ 2 เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม น.ส.นนทิกาญจน์ ศศิวรรธ์อายุ 35 ปี นายวชิระ เนียมทรัพย์ อายุ 30 ปี น.ส.กฤษติกา ชมพูสระ อายุ 30 ปี นายก้องภพ สระทองโอน อายุ 34 ปี นายจีรศักดิ์ ลำพล อายุ 31 ปี

ทั้งหมดเป็ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันทุจริตหรือหลอกลวงโดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ,สมคบฟอกเงิน และ ร่วมกันฟอกเงิน”



พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร รวม 13 รายการ รวมถึงทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด อาทิ พระเครื่อง, เครื่องรางของขลัง, กระเป๋า-รองเท้าแบรนด์เนม และทรัพย์สินอื่นๆ โดยจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ กรุงเทพฯ
สำหรับคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อปี 2559 น.ส.นนทิกาญจน์ กับนายวชิระ ทั้งสองนั้นเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน ได้ร่วมกันใช้แอคเคาท์ปลอม นำรูปภาพหญิงสาวสวย เข้าไปตีสนิทเหยื่อเป็นผู้ชายมีฐานะ ตามแอพพลิเคชั่นหาคู่ ก่อนจะแลกไอดีไลน์ที่ทำปลอมขึ้นเข้าไปพูดคุยสานต่อความสัมพันธ์เชิงชู้สาว



จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าเหยื่อเริ่มหลงเชื่อไว้ใจ และตกหลุมรัก ผู้ต้องหาก็จะเริ่มออกอุบายหลอกลวงเงิน โดยอ้างว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง และโรคร้ายแรงจำเป็นต้องใช้เงินค่ารักษาจำนวนมาก รวมทั้งยังมีหนี้สินอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเห็นใจโอนเงินมาให้ ผู้ต้องหาก็จะพูดจาหว่านล้อม
อ้างว่าหากอาการป่วยหายดีแล้วก็จะย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เมื่อเห็นว่าผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินมาให้เรื่อยๆ ประกอบกับผู้ต้องหาเห็นว่าเหยื่อนั้นมีทรัพย์สินจำนวนมาก จึงเริ่มชักชวนพรรคพวกมาร่วมช่วยกันหลอกเงินเพิ่มในลักษณะเป็นขบวนการ



โดยแบ่งหน้าที่กันปลอมเป็นตัวละครต่างๆมากมาย เพื่อให้เหยื่อตายใจ จนสามารถหลอกเงินได้เรื่อยมาเป็นเวลานานกว่า 6 ปี มีการโอนเงินไปถึง 960 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 63 ล้านบาท ทั้งๆที่ผู้เสียหายไม่เคยพบเจอหน้าสาวในฝันกันมาก่อน กว่าที่เหยื่อจะรู้ตัวก็ถูกหลอกจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวไปแล้ว
ภายหลังผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอกจึงนำเรื่องเข้าแจ้งความไว้ที่ กก.2 บก.ปอท. จนมีการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและตามจับกุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาไว้ได้ดังกล่าว จากการสอบสวน
ทั้งหมดรับสารภาพว่า ร่วมกันหลอกลวงเงินผู้เสียหายจริง เงินที่ได้มาก็จะนำมาแบ่งกัน ออกเที่ยวเตร่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เที่ยวต่างประเทศ ซื้อที่ดิน รถยนต์หรู รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ จนเงินหมดไปแล้ว จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีต่อไป

You Might Also Like

0 comments

Flickr Images