khaothia
ใจสลาย!! “สามี” พา “ภรรยา” ไปกินข้าวบ้านเพื่อน จู่ๆเขาพูดคำหนึ่งออกมา ขอหย่าทันที!!
20:27
ในชีวิตคู่ของคนเรานั้น การแต่งงานใช่ว่าจะหมายถึงความสุขตลอด เพราะการที่อยู่หลังแต่งงานนั้น บางคู่ก็อาจอยู่กันยาว แต่บางครั้งก็อาจอยู่กันไม่ยืน เพราะย่อมต้องมีการไม่เข้าใจกันแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรต่างๆ การเอาใจใส่ การดูแลก็อาจจะน้อยลงกว่าตอนที่ยังไม่ได้แต่งงาน อย่างเรื่องนี้…
เมื่อคนสองคนตัดสินใจมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หรือตัดสินใจแต่งงานกัน จุดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตครอบครัว ซึ่งจุดหมายปลายทางของแต่ละครอบครัวจะเป็นแบบใดนั้น คงไม่สามารถคาดการณ์หรือบอกได้ว่า คุณสองคนจะเดินทางไปด้วยกันจนถึงจุดหมายปลายทางดังที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้อวยพรไว้ในวันสมรสว่า “ขอให้ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร” ได้หรือไม่เพราะการที่คนสองคนต้องมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ในช่วงระยะข้าวใหม่ปลามันอะไรๆ เราก็พอจะยอมได้ แต่เมื่อชีวิตคู่เดินทางไปซักระยะหนึ่ง ความเป็นตัวตน นิสัยที่แท้จริงของแต่ละคนก็จะแสดงออกมา การจะให้เรามีนิสัยที่ถูกใจ ดีพร้อมสำหรับอีกคนคงเป็นเรื่องที่ยาก
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้คนสองคนที่มาจากต่างครอบครัว ต่างการเลี้ยงดูสามารถมีชีวิตคู่ที่มีความสุข หวานชื่นได้อย่างยืนยาวได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่ายที่จะเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากัน หลักสำคัญที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ให้เข้มแข็งและมั่นคงยาวนาน แต่ก็มีอีกหลายคู่ที่ไม่สามารถใช้ชีวิตเคียงคู่กันไปได้ตลอดรอดฝั่ง เนื่องจากความไม่เข้าใจกันในบางเรื่องนั่นเอง อย่างเช่น สามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งเขาและเธอแต่งงานกันมา 5 ปีแล้วก็เหมือนกับคู่สามีภรรยาทั่วไป พวกเขาพ้นจากช่วงรักดูดดื่มมาแล้ว ในสายตาของเขา ชีวิตคู่ตอนนี้ราบเรียบไม่น่าสนใจ จนบางครั้งเวลาเขามองเห็นเธอก็รู้สึกว่าไม่ใช่อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาไปทำงานแล้วเห็นสาวๆในออฟฟิศคุยกันถึงเรื่องเครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า แล้วเวลาเดินผ่านก็ได้กลิ่นน้ำหอม พอตกเย็นกลับถึงบ้าน มาได้กลิ่นน้ำมัน กลิ่นอาหารจากตัวเธอเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ใช่ ทำไม่เธอถึงไม่ดึงดูดให้เขาเข้าหาสักนิดเลยนะ
ตอนที่เราเพิ่งเป็นแฟนกันใหม่ๆเธอแต่งตัวสวยเสมอ ทำไมแต่งงานกันไม่กี่ปีถึงกลายเป็นยายแก่อยู่บ้านขนาดนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป เสน่ห์ของเธอจะต้องลดลงเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่เวลาเขาไปกินเหล้ากับเพื่อนๆก็จะบ่นเรื่องนี้ให้กันฟัง เพื่อนๆที่เข้าใจโลกก่อนเขาก็จะแนะนำว่า “ผู้หญิงอ่ะนะ ก่อนแต่งก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อดึงดูดผู้ชาย แน่นอนว่าต้องแต่งตัวแต่งหน้าต้องสวยอยู่เสมอ แต่หลังจากมีคู่ควงแล้ว เธอก็จะเกาะติดแน่น เมื่อรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว เธอก็จะขี้เกียจไม่ยอมแต่งตัวแต่งหน้า พูดง่ายๆว่ายิ่งเคยชินก็จะยิ่งไม่น่ามอง” เขาพยักหน้างึกๆเห็นด้วย รู้สึกว่าเพื่อนพูดมีเหตุผล ยิ่งทำให้ภรรยาไม่อยู่ในสายตา
วันหนึ่งในขณะที่ภรรยากำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวนั้น เธอได้ตะโกนออกมาจากในครัวว่า ”คุณ เกลือหมดแล้ว ไปซื้อให้หน่อย ฉันกำลังทำกับข้าว” เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง สองตาจองอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วตอบกลับมาว่า “ผมไม่ใช่เด็กรับใช้ แล้วคุณไม่เห็นหรือไง ผมกำลังยุ่งอยู่” เธอไม่รู้จะทำยังไง ทำได้แค่ปิดเตาแล้วลงไปซื้อเกลือเอง ตอนกินข้าว เขาจ้องผัดผักในจานแล้วก็บ่นว่า “คุณผัดผักยังไงเนี่ย ดำปี๋ ไม่เหมือนผักเลย” เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าในดวงตาเธอเต็มไปด้วยคำถาม
จนกระทั่งวันเสาร์ อาทิตย์ของสัปดาห์หนึ่ง เพื่อนร่วมงานของเขาได้ชวนเขาและอีกหลายๆคนในแผนกไปกินข้าวที่บ้าน แถมยังเน้นว่า “อย่าลืมพาเมียมาด้วยนะ” ตอนแรกเขาไม่อยากพาเธอไปด้วย เขารู้สึกไม่ภูมิใจที่จะพาเธอออกงาน แต่เพื่อนชวนขนาดนี้ไม่พาไปก็น่าเกลียด ก่อนออกจากบ้านเขาถามเธอว่า “นี่คุณจะไปชุดนี้หรอ” ซึ่งในวันนั้น เพื่อนร่วมงานหลายๆคนไปถึงบ้านเพื่อนก่อนพวกเขา เพราะว่าเขารู้สึกว่าเธอไม่สวยพอ ก็เลยให้เธอแนะนำตัวง่ายๆแล้วก็พาเธอเข้าไปช่วยงานในครัว “เฮ้ พวกนายสองคนนี่โชคดีจริงๆ เมียพวกนายทำกับข้าวฝีมือสุดยอด” พออาหารวางบนโต๊ะ เหล่าเพื่อนร่วมงานก็ชมฝีมือทำอาหารของเธอ และภรรยาเจ้าของบ้าน “ผักดำไปหน่อย แต่รสชาติก็ไม่เลวนะ” เพื่อนร่วมงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่พูดแบบคนปากไม่มีหูรูด “ทำไมคุณทำแบบนี้ รู้มั้ยผมขายหน้า” เขากดเสียงต่ำกระซิบว่าเธอที่ยืนอยู่ข้างๆ เธออายที่โดนเขาว่า แต่ก็ไม่อยากให้คนอื่นให้ความสนใจ ก็เลยไม่พูดอะไร
“โอ๊ย พวกคุณอย่ามาว่าฉันนะ ต้องโทษคุณสิงห์เลย (เจ้าของบ้าน) ผัดผักไปได้ครึ่งนึงปรากฏว่าเกลือหมด ถ้าไม่เพราะคุณสุ ออกไปซื้อเกลือให้ ป่านนี้ทุกคนคงได้กินแกงจืดแล้ว”
”เป็นความผิดผมเองคนเดียว เมื่อวานผมบอกเองว่าต้องซื้อเกลือ แล้วก็ลืมซะได้ เมื่อวานกินข้าวเสร็จพอต้องล้างจานก็ลืมหมด”
“คุณสิงห์ คุณนี่รักภรรยาจริงๆช่วยล้างจานด้วย”
“คุณสิงห์เขามีชื่อด้านรักภรรยา พวกคุณดูกระโปรงที่คุณดาใส่สิ สวยใช่มั้ย นั่นน่ะคุณสิงห์เขาเลือกอยู่นานตอนไปทำงานต่างประเทศครั้งที่แล้วเลยนะ”
ทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนานโดยไม่มีใครสังเกตว่าเขาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และเธอก็นั่งกินข้าวไปเงียบๆ
วันที่สอง เขาเลิกงานกลับถึงบ้าน พบว่าในบ้านไม่มีใครอยู่ เขาหิวมาก รีบโทรหาเธอทันที
“ทำไมคุณยังไม่กลับบ้านมาทำกับข้าว?”
เธอตอบกลับมาว่า “ฉันไม่ใช่หม้อหุงข้าวของคุณ” แล้วเธอวางหูไป เขาโกรธมาก พอกดโทรไปอีกรอบก็พบว่าเธอปิดเครื่องไปแล้ว คืนนั้นเขาคิดว่าเธอแค่งอน แต่รอจนเที่ยงคืนผลอยหลับไปตื่นขึ้นมาก็พบว่าเธอยังไม่กลับบ้าน เมื่อเปิดโทรศัพท์ออกดู ก็พบข้อความจากเธอ
“ตอนที่คุณว่าฉันว่าฉันผัดผักดำ คุณเคยคิดมั้ยว่าพวกมันเคยสีเขียวสวยมาก่อน แต่เพราะมันรอให้ใส่เกลือไม่ทัน ตอนที่คุณบ่นว่าฉันไม่สวย คุณเคยคิดมั้ยว่าฉันก็เคยสวยสดชื่น แต่น่าเสียดายที่ฉันยอมเสียสละความสวยสดนั้นให้การแต่งงาน ทุ่มเทให้ครอบครัว ให้สามีที่ไม่รู้คุณค่าของฉัน ฉันรู้คุณเบื่อฉันแล้ว ในเมื่อคุณรู้สึกอย่างนั้น เราก็เลิกกันเถอะ”
เขาอึ้งไป รีบกดโทรศัพท์หาเธอ แต่ก็ได้ยินแค่ “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…” กลางดึกคืนนั้น ผู้ชายคนหนึ่งมองข้อความที่ภรรยาส่งมาให้ด้วยน้ำตา ผู้ชายหลายๆคนไม่เคยรู้ว่า การที่ต้องเลิกงานแล้วกลับมาทำกับข้าวมันเหนื่อยแค่ไหน พวกเขาแค่มีหน้าที่กินแล้วก็บ่นอย่างเดียว
ผู้ชายหลายคนไม่เคยรู้ว่า เงินเดือนของภรรยาต้องใช้สอยในบ้านมากแค่ไหน แล้วเธอเหลือเงินเท่าไหร่ไว้ใช้แต่งตัว พวกเขาก็ทำได้แค่บ่นว่าเมียไม่สวย
ผู้ชายหลายคนไม่เคยรู้ว่า ภรรยาที่ทำงานมาทั้งวัน เลิกงานแล้วต้องมาทำกับข้าว ดูแลลูก ซักผ้า ทำงานบ้าน เหลือเวลาดูแลตัวเองสักแค่ไหน?
ผู้ชายหลายคนไม่เคยรู้ว่า เวลาผู้หญิงเจอปัญหาเธออยากให้ผู้ชายของเธอมาช่วยแบ่งเบา พวกเขาก็ได้แต่บ่นว่าเหนื่อยแล้ว
แต่แท้ที่จริงแล้ว การแต่งงานใช้ชีวิตระหว่างคนสองคนนั้น แค่ทั้งคู่มีความเข้าใจต่อกันและกัน เชื่อเถอะว่าทั้งคู่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสามารถจับมือเคียงคู่กันไปตลอดชีวิต
หวังว่าเรื่องนี่จะเป็นแง่คิดให้กับใครหลายๆคนในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ต้องเข้าใจซึ่งกันและเห็นใจกันเป็นหลักใหญ่เลย ถ้าไม่เช้นนั้นแล้ว คู่ชีวิตก็คงจบลง ด้วยการแยกทางใครทางมัน
Cr:https://www.siamnews.com
0 comments