khaothia
ด่วนล่าสุด!! ร่างทรง ชี้จุดทิ้งศพ ผอ.อ้อย พิกัดใหม่ กำชับให้รีบไป ก่อนที่ถูกแก๊งอุ้มฆ่าทำลายหลักฐาน ขอร้องให้เชื่อในปูพญานาคศรีสุทโธ ย้ำแค่อยากช่วย (รายละเอียด)
18:24
จากกรณีที่ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี รับราชการตำแหน่ง ผู้อำนวยการ (ผอ.) กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมรถยนต์เก๋ง ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
หลังจากนั้นทางด้านผู้เป็นพ่อ ได้เข้าแจ้งความและร้องทุกข์ กับสื่อมวลชนเพื่อตามหาลูกสาวที่หายไป ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ไปพบว่ารถเก๋งของ น.ส.จุฑาภรณ์ ถูกนำเอาไปขายและนำไปทำสีอยู่ที่อู่รถแห่งหนึ่งใน จ. อุบลราชธานี
ด้าน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.อุบลราชธานี เข้าตรวจสอบเก็บพยานหลักฐานภายในรถคันดังกล่าว เพื่อใช้เป็นหลักฐานนำไปสู่การติดตามหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์
ทางด้านเจ้าของอู่ เปิดเผยว่า อู่ตนได้รับจ้างทำสีรถคันดังกล่าวให้กับเสี่ยคนหนึ่ง ที่มีอาชีพซื้อขายรถ ซึ่งรถคันดังกล่าวพบว่ามีการโป้สีมาหนาดูแล้วเหมือนมีการชนหนัก จึงได้ให้ทำสีใหม่ เพื่อขายได้ราคาดีขึ้น ซึ่งค่าจ้าง จำนวน 15,000 บาท โดยมีการว่าจ้างตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา
ด้าน พล.ต.ต.สุระเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ศรีสะเกษ ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีนี้ โดยมี พ.ต.อ.นิพล บุญเกิด รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เป็นหัวหน้าชุด และ พ.ต.อ.ฉัตรพัฒน์ แก้วจันดี ผกก.สส.ภ.จว.ศรีสะเกษ นำทีมสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษ เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ สำหรับการหายตัวไปในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ยังตั้งเอาไว้หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในครอบครัว ความขัดแย้งในที่ทำงาน รวมถึงเรื่องชู้สาว ซึ่งตอนนี้มีการตามประกบตัวผู้ต้องสงสัยไว้แล้ว เมื่อพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วก็จะสามารถออกหมายจับคนร้ายรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ทันที
วันที่ 10 สิงหาคม 2560 เรื่องดังกล่าว ก็มีความคืบหน้าเพิ่มขึ้น เมื่อ การสอบสวนพบว่า น.ส.จุฑาภรณ์ กับทางด้าน ร.อ.ศุภชัย ภาโส ผู้บังคับกองร้อยที่ 112 ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ผบ.ร้อย.112ฉก.1) กองกำลังสุรนารี อยู่ด้วยกันตั้งแต่วันที่หายตัวไป และจะตรวจสอบไม่ได้อีกเลยคือตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลงจากนั้นทางด้าน พ.ต.ท.สังวร วันทะวี สว.สอบสวน สภ.กันทรลักษ์ ได้นำหมายเรียกผู้ต้องหาไปส่งให้นายทหารพระธรรมนูญ ที่กองพันทหารราบที่3 กรมทหารราบที่ 6 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อขอควบคุมตัว ร.อ.ศุภชัย ภาโส ผู้บังคับกองร้อยที่ 112 ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ผบ.ร้อย.112ฉก.1) กองกำลังสุรนารี ซึ่งประจำการอยู่ที่เทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านเขาพระวิหาร ไปพบพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ในวันที่ 11 สิงหาคม 2560 เวลา 13.30 น. ในข้อหา กักขังหน่วงเหนี่ยว ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายฯ วันที่ 11 สิงหาคม 2560 เวลา ประมาณ 14.10 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ศรีสะเกษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน ได้รับมอบตัว ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือ เหน่ง อายุ 30 ปี ผู้บังคับกองร้อยที่ 112 ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ผบ.ร้อย.112ฉก.1) กองกำลังสุรนารี อยู่บ้านเลขที่ 378/214 หมู่ 2 ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ 576/2560 ของ สภ.กันทรลักษ์
โดยได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 4 ข้อหา คือ
1. หน่วงเหนี่ยว หรือ กักขังผู้อื่น
2. ลักทรัพย์ของผู้อื่น(รถยนต์ ราคา 200,000 บาท) หรือ รับของโจร
3.ปลอมหรือใช้อ้างเอกสารปลอม
4. ให้เสียหาย ทําลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือ ทําให้สูญหาย หรือ ไร้ประโยชน์ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
พนักงานสอบสวน ได้ใช้เวลารวมทั้งหมดกว่า 5 ชั่วโมง ทำการสอบปากคำ ร.อ.ศุภชัย ภายในห้องสอบสวน ที่ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไป ซึ่ง ร.อ.ศุภชัย ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการที่ต้องทำการเรียก ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือ เหน่ง มาสอบสวนนั้นเนื่องจาก วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 15.00 น. ร.อ.ศุภชัย ได้โทรศัพท์ ติดต่อกับ นางสุชาวดี ปทุมอินทน์ เรื่องซื้อขายรถยนต์ ของทางด้าน น.ส.จุฑาภรณ์ เชื่อว่า ร.อ.ศุภชัย ได้นำพา น.ส.จุฑาภรณ์ ไปโดยปราศจากเสรีภาพ และกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ต่อ น.ส.จุฑาภรณ์ การกระทำของ ร.อ.ศุภชัย หน่วงเหนี่ยว หรือ กักขังผู้อื่น พร้อมทั้งนำหลักฐานเล่มคู่มือรถคันดังกล่าว ไปขายให้กับ นายประกรรษวัติ หรือ เสี่ยตั้ม คณะพันธ์ พร้อมหลักฐานเล่มคู่มือรถคันดังกล่าวและหลักฐานการซื้อขายที่มีผู้ทำปลอมขึ้นมาทั้งฉบับ นอกจากนั้น แล้วทางด้าน ร.อ.ศุภชัย ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปฝากให้ น.ส.สุชาวดี ขายให้ พร้อม ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง และ คู่มือรถยนต์ฉบับจริงของ น.ส.จุฑาภรณ์ ไปแสดงต่อ น.ส.สุชาวดี เพื่อให้หลงเชื่อว่า น.ส.จุฑาภรณ์ เจ้าของรถคันดังกล่าวต้องการขายรถจริง โดยให้การว่า น.ส.จุฑาภรณ์ ร้อนเงินต้องขายรถนำเอาเงินไปใช้ด่วน จากนั้น ได้ขายรถคันดังกล่าวให้กับ นายวิฑูรย์ ท้าวแก้ว ซึ่งเป็นนายหน้าค้ารถยนต์มือสอง จากนั้น นายวิฑูรย์ ได้นำรถคันดังกล่าวไปขายให้กับ นายประกรรษวัติ หรือ เสี่ยตั้ม คณะพันธ์ พร้อมหลักฐานเล่มคู่มือรถคันดังกล่าวและหลักฐานการซื้อขายที่ มีผู้ทำปลอมขึ้นมาทั้งฉบับ จากนั้น นายประกรรษวัติ ได้นำรถคันดังกล่าวไปจ้างให้ นายบุญชู ศิรินนท์ เพื่อทำสีใหม่
ขณะที่เรื่องของเงินที่ น.ส.จุฑาภรณ์ โอนเงินไปเข้าบัญชีของ ร.อ.ศุภชัย นั้น ร.อ.ศุภชัย กล่าวอ้างว่า น.ส.จุฑาภรณ์ ยืมเงินของตนไปจึงได้โอนเงินมาใช้หนี้ หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป เพื่อสรุปสำนวนคดีให้ได้โดยเร็ว
วันที่ 12 สิงหาคม 2560 พลตำรวจตรี สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า ทางตำรวจยังคงเร่งสืบสวน เพื่อหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ อย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ มีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งจากตำรวจภูธรภาค 3 ,ตำรวจภูธรภาค 4 และกองปราบปราม ลงพื้นที่กระจายกำลังแบบปูพรมทุกจุด ทั้งการตรวจเช็คสัญญาโทรศัพท์ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ที่หายตัวไป ตรวจสอบร้านกาแฟสดแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย ทางขึ้นเขาพระวิหาร
เป็นจุดแรกที่น.ส.จุฑาภรณ์ และร.อ.ศุภชัย ตรวจสอบพบภาพถ่ายทั้งคู่ยังอยู่ที่บอร์ดในร้าน จึงเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า ทั้งคู่คบหา รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในฐานะอะไรยังไม่แน่ชัด
ล่าสุด ตำรวจชุดสืบสวน จ.ศรีสะเกษ พบพิกัดต้องสงสัยที่เช็คจากสัญญาณโทรศัพท์ โดยพบว่าอยู่แถวค่ายทหารแห่งหนึ่ง ในอำเภอน้ำยืน ใกล้กับห้วยน้ำผึ้ง และช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งเดินเท้าปูพรมตามหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ อย่างเต็มที่
ขณะที่มีแหล่งข่าว อ้างว่า น.ส.จุฑาภรณ์ ขอลางาน 1 วัน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 เพื่อไปสะสางปัญหากับนายทหารรายหนึ่งที่ค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ จ.อุบลราชธานี และจะเดินทางกลับมาที่ อบต.ให้ทันเวลา เนื่องจากมีภารกิจนำชาวบ้านและผู้นำชุมชนเดินทางไปกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่กรุงเทพฯ กระทั่งบ่าย เพื่อนในที่ทำงานพยายามติดต่อก็ไม่สามารถติดต่อได้ แต่พบว่ามีการเคลื่อนไหวข้อความในไลน์ และเฟสบุ๊ค จึงมีความพยายามติดต่อไป แต่ น.ส.จุฑาภรณ์อ้างว่าไม่สะดวก
วันที่ 14 สิงหาคม 2560 เจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจสอบที่ร้าน ปังปัง บ้านภูมิชรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ร้านอาหารที่เป็นจุดเริ่มต้นแรกการพบกันระหว่าง ร.อ. ศุภชัย ภาโส หรือ ผู้กองเหน่ง กับ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน และคุณหน่อย เจ้าของร้านดูเหมือนจะกลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของ น.ส.จุฑาภรณ์ ซึ่ง ทางด้านเจ้าของร้าน เล่าว่า ทั้งคู่ได้มารู้จักกันเมื่อ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ที่ร้านแห่งนี้ และได้แลกเฟสบุ๊ค แลกไลน์ มือถือกัน เป็นการเริ่มต้นของการคบหา นัดทานข้าวกันมาตลอด ส่วนทางด้าน น.ส.จุฑาภรณ์ นั้นเป็นคนนิสัยดี จึงสนิทกับคนง่าย และสนิทกับทางเจ้าของร้านด้วย และก็มักจะนัดกันมาพบที่ร้านแห่งนี้ ก่อนที่จะหายตัวไป ทางด้าน น.ส.จุฑาภรณ์ ได้บ่นกับคุณหน่อยว่า ให้พาไปตามหนี้ที่ผู้กองยืมเงินไปจากตนด้วย แต่ด้วยที่ตนไม่ค่อยว่าง จึงไม่ได้ไปด้วย
ในวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ได้แชทมาชวนคุณหน่อย อีกครั้งว่า ไปเที่ยวค่ายทหารกันไหม ซึ่งก็บอกว่าไม่ว่าง ซึ่งตามที่มีข้อความ ว่างไหม จะพาไปเล่นค่ายทหาร ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 น.ส.จุฑาภรณ์ ก็หายไป แต่ไลน์ เฟสบุ๊ค ยังมีความเคลื่อนไหว ซึ่งไม่เชื่อว่าเป็น น.ส.จุฑาภรณ์ เล่น และที่สำคัญ มีภาพของ ร.อ.ศุภชัย หลุดเข้ามา เป็นเหมือนการส่งผิด ซึ่งคุณหน่อยก็เก็บไว้ และได้ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว เชื่อว่า น.ส.จุฑาภรณ์ เสียชีวิตไป
พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ได้รับรองความปลอดภัย ในการมอบหนังสือการคุ้มครองพยานให้กับ คุณหน่อย และส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดให้ครอบครัวนี้
หลังจากที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่แบบปูพรม แต่ยังคว้าน้ำเหลว แม้จะมีการแกะรอยการสัญญาณโทรศัพท์มือถือของทั้ง 2 สัญญาณที่เชื่อว่าเป็นของน.ส.จุฑาภรณ์ และ ร.อ.ศุภชัย จากที่มีสัญญาณโทรศัพท์ออกจากบ้าน ไปส่งลูกที่โรงเรียนในอำเภอกันทรลักษ์ และตรงไปที่ค่ายทหารในอำเภอวารินชำราบ และพบเห็นสัญญาณโทรศัพท์ ของ ร.อ.ศุภชัย อยู่ด้วยกัน จากนั้นสัญญาณโทรศัพท์ของ ร.อ.ศุภชัย ได้ออกไปตลาดในเมืองอุบล วนอยู่หลายรอบ ก่อนที่จะกลับเข้าไปในค่ายทหารอีกครั้ง จึงพบเห็นสัญญาณโทรศัพท์ออกไปที่อำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี ชายแดนไทย – กัมพูชา ก่อนที่จะสัญญาณโทรศัพท์จะขาดหายไป
18 สิงหาคม 2560 ครอบครัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ ได้ออกเดินทางจากบ้านพื้นที่ หมู่ 3 บ้านชำเม็ง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ไปที่สมรภูมิช่องบกสามเหลี่ยมมรกต บนเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งมีลักษณะเป็นกึ่งกลางระหว่าง 3 ชาติ คือ ไทย ลาว และกัมพูชา พื้นที่ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื่องจากได้ทราบข่าวจากเจ้าหน้าที่ว่า ได้พบโครงกระดูกปริศนา แต่ไม่มั่นใจว่าจะใช่ของ น.ส.จุฑาภรณ์ หรือไม่ จึงต้องไปยืนยัน ในจุดที่พบโครงกระดูกนั้น ห่างจากฐานปฏิบัติค่ายตำรวจตระเวนชายแดนหมวดลาดตระเวนที่ 2243 พื้นที่ดูแลรับผิดชอบของทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 2310 (ทพ.2310) หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 เบื้องต้นไม่ทราบว่าเป็นเพศใด เพราะเหลือเพียงโครงกระดูกเท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นของ น.ส.จุฑาภรณ์ หรือไม่
วันที่ 19 สิงหาคม 2560 ครอบครัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ และทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจ และทหาร มุ่งหน้าเพื่อจะเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ สามเหลี่ยมมรกต ซึ่งเป็นพื้นที่ บนเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งมีลักษณะเป็นกึ่งกลางระหว่าง 3 ชาติ คือ ไทย ลาว และกัมพูชา พื้นที่ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบซากโครงกระดูกปริศนาว่าจะใช่ของ ผอ.อ้อย หรือไม่ โดยมีกำลังทหารพราน กองร้อยทหารพราน 2302 และ 2308 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 รวมถึงเจ้าหน้าที่อุทยาน คอยนำทาง และอำนวยความสะดวก แต่ทว่าเริ่มจะเกิดอุปสรรค์ เมื่อทางด้าน ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สปป.ลาว ประสานมายังฝั่งไทยว่า ไม่อนุญาตให้ข้ามแดนไปในอธิปไตยลาว ต้องมีกระบวนติดต่ออย่างเป็นทางการในระดับประเทศ และจะเป็นผู้ตรวจสอบศพให้เอง แต่ทางเจ้าหน้าที่ไทย และครอบครัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ ยังคงเดินหน้ากันต่อไป เพื่อให้ถึงชายแดน แล้วจะร้องขอกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เพื่อไปพิสูจน์โครงกระดูกดังกล่าว และมีการเตรียมแผนการที่จะตัดชิ้นส่วนศพนำมาตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหาคำตอบ ในการคลี่คลายคดีกันต่อไป ความคืบหน้าล่าสุด นายก อบต.เสาธงชัย ร่วมกับ นายบัวกัน อุ่นอ่อน จึงได้จัดชุด จำนวน 8 คน และ นายวิทยา สามี ของ น.ส.จุฑาภรณ์ บุกป่าเข้าไปที่บริเวณผานางอิง ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับแจ้งว่าพบศพผู้หญิงผมยาว เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า เป็นศพของ น.ส.จุฑาภรณ์ หรือไม่ หากว่าใช่ ก็จะรีบนำศพกลับออกมาทันที เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปัญหาชายแดน เจ้าหน้าที่ของไทยจึง กลับเข้ามาในเขตแดนไทยประมาณ 2 กม.และรอชุดที่เข้าไปตรวจพิสูจน์กลับออกมา ซึ่งมีรายงานข่าวว่า คณะเดินป่าที่เดินทางเข้าไปนั้น ได้พบถุงมือยางสีฟ้า ถูกเผาอยู่ข้างทางจำนวน 3 คู่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำมาพิสูจน์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคดีดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีการพบรองเท้ายาง อีก 1 ข้างถูกเผาเช่นเดียวกัน ห่างจากที่เผาถุงมือยางประมาณ 1 กม.
20 สิงหาคม 2560 พ.ต.อ.ประเสริฐศักดิ์ ศรีไชย ผกก.กลุ่มงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ หนึ่งในคณะพนักงานสอบสอนของคดีนี้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ ได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ซึ่งชุดคลี่คลายคดี นำโดย พ.ต.อ.นิพล บุญเกิด รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ ได้นำชุดคลี่คลายคดีเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานต่างๆ ในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งทางด้านพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา นางสุชาวดี ปทุมอินทร์ อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่รับเอารถเก๋งของ น.ส.จุฑาภรณ์ หมายเลขทะเบียน กษ 8201 เชียงใหม่ จาก ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง ผู้ต้องหาคดีนี้ ไปขายต่อ โดยได้ตั้งข้อหาว่ารับของโจร และข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พ.ต.อ.ประเสริฐศักดิ์ ศรีไชย ผกก.กลุ่มงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ให้ข้อมูลต่อว่า จากการที่ได้แจ้งข้อหา นางสุชาวดี ปทุมอินทร์ เป็นผู้ต้องหาร่วมในคดีนี้ ส่งผลให้ ร.อ.ศุภชัย ซึ่งก่อนหน้านี้การดำเนินคดี ร.อ.ศุภชัยจะต้องไปขึ้นศาลทหาร แต่เมื่อมีพลเรือนเข้ามามีส่วนร่วมในคดีนี้จึงส่งผลให้ ร.อ.ศุภชัย ต้องมาขึ้นศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลพลเรือน โดยขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ครบถ้วน และขณะนี้กำลังร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อตามหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ให้พบ เพื่อเป็นพยานสำคัญในการดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทั้งสองคนต่อไป โดยล่าสุดนั้น ทางด้าน ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง อดีต ฝ.1,ฝ.4 และ ฝ.5 ฉก.ร.6 ซึ่งถูกเรียกตัวกลับที่ตั้งกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 6 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โดยขณะนี้ ร.อ.ศุภชัย ยังคงถูกกักบริเวณอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 6 ไม่ให้ออกไปไหน ยกเว้นตำรวจจะขอตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งหลังตั้งกรรมการสอบสวนเบื้องต้นยังไม่มีสิ่งที่บ่งชี้ว่า ร.อ.ศุภชัย จะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ ผอ.อ้อย แต่ ร.อ.ศุภชัย ยอมรับว่าในวันที่ 3 กรกฎาคม ได้เดินทางไป จ.อุบลราชธานี พร้อมด้วยกับ น.ส.จุฑาภรณ์ จริง แต่เดินทางกลับ อ.กันทรลักษณ์ ในเวลาประมาณ 12.00 น. ส่วน น.ส.จุฑาภรณ์ มีคนเอารถมารับไปต่อ แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร และไปที่ไหน นอกจากนี้ยังทราบว่าทางด้านพฤติกรรมของ ร.อ.ศุภชัย นั้น เป็นคนที่มีพฤติกรรมลึกลับพอสมควร และยังมีเงินหมุนเวียนในบัญชี จำนวนมาก และ เคยบอกว่าทาง น.ส.จุฑาภรณ์ นั้นเป็นหนี้ ตัวเขาด้วย
วันที่ 21 สิงหาคม 2560 พ.ต.อ.ประเสริฐศักดิ์ ศรีไชย ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ เปิดเผย ขณะนี้การสอบสวนพบว่าหลังจากที่ น.ส.จุฑาภรณ์ หายตัวไปแล้ว ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กและแอปพลิเคชันไลน์ของ น.ส.จุฑาภรณ์ ในการสนทนากับญาติพี่น้องของ น.ส.จุฑาภรณ์ จึงได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยการนำเอาโปรแกรมฟิชชิ่งมาใช้ในการดำเนินการ โดยให้พี่สาวของ น.ส.จุฑาภรณ์ ส่ง Messenger เข้าไปในเฟซบุ๊กของ น.ส.จุฑาภรณ์ และไม่นานก็ได้มีข้อความใน Messenger เฟซบุ๊กของ น.ส.จุฑาภรณ์ ตอบมา เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดเอาโทรศัพท์มือถือของ ร.อ.ศุภชัย ภาโส ผู้ต้องหาสำคัญคดีนี้มาตรวจสอบโดยใช้โปรแกรมฟิชชิ่ง พบว่ามีการใช้โทรศัพท์ของ ร.อ.ศุภชัย ที่ใช้ในการสนทนาเฟซบุ๊กและแอปพลิเคชันไลน์ของ น.ส.จุฑาภรณ์ มาโดยตลอด ทำให้เป็นหลักฐานสำคัญส่วนหนึ่งในการสอบสวนหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ ที่หายไป
พนักงานสอบสวน เตรียมแจ้งขอหากระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่อร.อ.ศุภชัย ขณะที่ทางครอบครัว และญาติได้พากันค้นหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ ที่บริเวณปราสาทโดนตรวล ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร เนื่องจากเป็นจุดที่สัญญาณโทรศัพท์ได้หายไปบริเวณนี้ ทุกคนยืนยันว่าจะยังคงตามหาตัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ต่อไปจนกว่าจะพบ และจะไม่ยกเลิกการค้นหาอย่างเด็ดขาด
วันที่ 22 สิงหาคม 2560 พ.ต.อ.นิพล บุญเกิด รองผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี น.ส.จุฑาภรณ์ ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก มีการสอบพยานทั้ง 2 ฝ่ายไปมากกว่า 10 ปากแล้ว ซึ่งในวันที่ 23 สิงหาคม นี้ได้ประสานนัดหมายกับนายทหารพระธรรมนูญกรมทหารราบที่ 6 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ให้คุมตัวร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง มาพบกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.กันทรลักษ์ เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยมีหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงชัดเจนว่า ผู้กองเหน่งสวมรอยปลอมตัวเป็น น.ส.จุฑาภรณ์ สนทนากับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางไลน์ และเฟซบุ๊ค นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการเตรียมหลักฐาน และวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ เตรียมแจ้งข้อหา ฆาตกรรม กับทางด้าน ร.อ.ศุภชัย ภาโส ซึ่งคิดว่าสามารถเอาผิดกับทางร.อ.ศุภชัย ภาโส ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่พบศพ น.ส.จุฑาภรณ์ ก็ตาม ขณะที่มีการสอบพยานในคดีดังกล่าว ได้มีการเปิดปากให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน ว่า วันที่ 3 สิงหาคม 2560 ทางด้าน ร.อ.ศุภชัย ภาโส ให้คนขับรถมาส่งหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองกันทรลักษ์ ก่อนจะนั่งรถ น.ส.จุฑาภรณ์ มุ่งหน้าไปที่ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จากนั้น ร.อ.ศุภชัย ได้ขับรถออกมาวนเวียนในตลาดสดเทศบาลเมืองวารินชำราบ ก่อนจะกลับเข้าค่ายทหาร และวันที่ 5 สิงหาคม ร.อ.ศุภชัย ได้มาที่พลาญเขียด ใกล้กับฐานปฏิบัติการภูมะเขือบนเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร โดยใช้เวลาอยู่ในพื้น เกือบสองชั่วโมง ก่อนเดินทางไปต่อยังจุดผ่อนปรนช่องอานม้า ด่านผ่านแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ใกล้กับสมรภูมิช่องบกสามเหลี่ยมมรกต นอกจากนั้นแล้วมีรายงานข่าวว่า ในทางคดี ขณะนี้ ทราบว่ามีนายทหารชั้นประทวนเข้ารับคำสั่งผู้บังคับบัญชาให้จัดการกับทาง น.ส.จุฑาภรณ์ ซึ่งขณะนี้ตำรวจชุดคลี่คลายคดีได้แฝงตัวลงพื้นที่ตามประกบผู้ต้องสงสัย และเก็บหลักฐาน รวมทั้งสอบปากคำพยานบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย
วันที่ 23 สิงหาคม 2560 ทางด้านเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบ รถเก๋งโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กษ 8201 เชียงใหม่ การตรวจครั้งนี้เป็นการตรวจพิสูจน์พยานทางชีววิทยาเพิ่มเติม ทั้งลายนิ้วมือแฝง และสารพันธุกรรม หรือลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ซึ่งจัดเป็นวัตถุพยานที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 จ.นครราชสีมา เพื่อสร้างลายพิมพ์ดีเอ็นเอจากคราบเลือด นำเข้าพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ต้องสงสัย ในห้องแล็บนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จ.ศรีสะเกษ ได้ตรวจพบคราบสกปรก เปรอะเปื้อน กระจายเป็นบริเวณกว้างติดอยู่เต็มเบาะนั่งคู่คนขับ ซึ่งใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบก็พบว่ามีคราบเลือดติดอยู่บริเวณเบาะที่นั่งคู่กับคนขับ ขณะที่สามีนั้นได้นำเอาเศษเส้นผม และของใช้ส่วนตัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีที่ สภ.กันทรลักษ์ เพื่อส่งเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอไว้ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับดีเอ็นเอศพปริศนาที่ฝั่งลาว ที่ และคราบเลือดที่เพิ่งตรวจพบในรถยนต์ ขณะที่นายทหารพระธรรมนูญ กรมทหารราบที่ 6 (ผบ.ร.6) ได้ควบคุมตัว ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง มายัง สภ.กันทรลักษณ์ เพื่อรายงานตัวกับ พ.ต.อ.ชัย ไชยพันธ์นา ผกก. (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.ศรีษะเกษ ตามวงรอบ 12 วัน ใน 4 ข้อหาที่โดนแจ้งไปก่อนหน้านี้ โดยทำการสอบประวัติและพิมพ์ลายนิ้วมือ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงเดินทางกลับ โดยทางตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม
24 สิงหาคม 2560 นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 62 ปี พ่อของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ได้ออกมาแสดงความสงสัยว่าเพราะเหตุใดพนักงานสอบสวนคดีนดังกล่าว จึงยังไม่มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ร.อ.ศุภชัย ภาโส ในข้อหาเกี่ยวกับการกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนแล้วว่า ร.อ.ศุภชัย ใช้โทรศัพท์ของตัวเองเข้ารหัสในชื่อบัญชีของ น.ส.จุฑาภรณ์ เล่นเฟซบุ๊ก และไลน์ของ น.ส.จุฑาภรณ์ โดยอ้างตัวเป็น น.ส.จุฑาภรณ์หลังหายตัวไป ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถตรวจสอบในเรื่องนี้ได้แล้วจากการที่มีการยึดเอาโทรศัพท์มือถือของ ร.อ.ศุภชัย มาทำการตรวจสอบ ทางด้านนายบุญเลิศ ยังได้ขอวิงวอนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้การช่วยเหลือด่วนด้วย เนื่องจากขณะนี้เห็นว่าคดีมีความคืบหน้าไปค่อนข้างล่าช้ามาก เวลาเนิ่นนานไปคดีก็จะเงียบหายไป ขอให้ช่วยเร่งรัดคดี รวมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับทุกคนที่มีส่วนร่วมในคดีนี้ ขณะที่ทางด้าน พ.ต.อ.นิพล บุญเกิด รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีนี้ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งดำเนินการสอบสวนและหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งจากการสอบสวนยังไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่า ร.อ.ศุภชัย เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมหรือเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ น.ส.จุฑาภรณ์ แต่อย่างใด ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังเร่งดำเนินการสอบสวนพยานและหาพยานวัตถุประกอบคดีเพิ่มเติม ขอยืนยันว่าได้มีการเร่งรัดคดีนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
วันที่ 29 สิงหาคม 2560 น้องปุยฝ้าย หลานสาวของ น.ส.จุฑาภรณ์ ได้เปิดเผยข้อมูลในไลน์ที่มีการสนทนากับน้าอ้อย หรือ น.ส.จุฑาภรณ์ หลังจากที่ น.ส.จุฑาภรณ์ได้หายตัวไป โดยข้อความในไลน์น้องปุยฝ้ายได้มีการสอบถามว่าขณะนี้อยู่ที่ไหน ทำไมไม่กลับบ้าน ซึ่งไลน์ของ ผอ.อ้อยได้ตอบว่า อยู่ที่เชียงใหม่ ไม่สบายใจจึงหนีมา จากนั้นผู้ที่ใช้นามว่าอ้อยได้แจ้งว่า ขอให้นำเงินเดือนที่ อบต.ชำส่งมาให้ด้วย แต่เมื่อน้องปุยฝ้ายตอบว่าเงินเดือนของน้าอ้อยมีการโอนเข้าบัญชีไปหมดแล้ว เพราะทุกเดือนเขาจะมีการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งทำให้น้องปุยฝ้ายสงสัยว่าใช่น้าอ้อยหรือไม่ที่ตอบโต้ไลน์นี้ และต่อมาผู้ที่ใช้นามว่าอ้อยได้ขอยืมเงินจากน้องปุยฝ้ายจำนวน 20,000 บาท ซึ่งน้องปุยฝ้ายบอกว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะ ผอ.อ้อยไม่เคยยืมเงินใคร มีแต่ให้ลูกหลาน ญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมงานเท่านั้นที่ให้ยืมเงิน ทำให้น้องปุยฝ้ายสงสัยว่าผู้ที่ใช้ไลน์ของน้าอ้อยนั้นใช่ตัวน้าอ้อยจริงหรือไม่ หลังจากนั้นไลน์ของ ผอ.อ้อยก็ขาดการติดต่อไป น้องปุยฝ้ายเปิดเผยว่า เรื่องนี้มั่นใจว่าคนที่ใช้ไลน์ของน้าอ้อยต้องไม่ใช่น้าอ้อยอย่างแน่นอน เพราะคำพูดไม่ใช่ที่เคยคุยกัน เพราะน้าอ้อยไม่เคยใช้คำแทนตัวว่าเจ๊พูดกับหลาน และปกติแล้วน้าอ้อยจะไม่เคยยืมเงินใคร อีกทั้งเมื่อสอบถามว่าอยู่ไหน ยังไง ก็จะไม่ยอมบอก ซึ่งผิดลักษณะความเป็นจริงของน้าอ้อยที่จะบอกข้อเท็จจริงกับตนเสมอ ดังนั้น ตนจึงมั่นใจว่าผู้ที่ใช้ไลน์ของน้าอ้อยจะต้องเป็นคนที่เอาโทรศัพท์ของน้าอ้อยมาใช้อย่างแน่นอน หรือคนที่รู้รหัสไลน์ รวมทั้งเฟซบุ๊กของน้าอ้อยเท่านั้น จึงจะใช้การสนทนากับตนได้
วันที่ 31 สิงหาคม 2560 นายสนองศักดิ์ ยินธนานนท์ ผู้ใหญ่บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากการที่ได้ร่วมกับญาติพี่น้องออกตามหา น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย ไปตามสถานที่สงสัยว่าเป็นที่ซุกซ่อนตัวของ ผอ.อ้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใกล้ฐานทหารแห่งหนึ่งแถวพลาญเสือตอนล่าง อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ซึ่งจากการที่ตนและญาติพี่น้องได้ร่วมกันตรวจค้นตามป่าในเขตพลาญเสือตอนล่าง ได้พบโครงกระดูกหลายชิ้นมีร่องรอยถูกเผากองอยู่กับพื้น ตนและญาติพี่น้องจึงได้ช่วยกันเก็บกระดูกทั้งหมด จากนั้น ได้นำไปแจ้งให้พนักงานสอบสวน สภ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ทราบเพื่อได้ส่งไปตรวจพิสูจน์ว่า เป็นโครงกระดูกของ ผอ.อ้อย หรือไม่ ขณะที่ทางด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกำลังพลของตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ พร้อมทั้งตรวจติดตามความคืบหน้าคดีของ น.ส.จุฑาภรณ์ โดยมี พล.ต.ต.บุญจันทร์ นวลสาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ หน้าสถานีตำรวจภูธร และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ ให้การต้อนรับ
หลังจากใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง นายบัวกัน อุ่นอ่อน ผู้ใหญ่บ้านโนนเจริญ หมู่ 10 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย น.ส.หมายปอง อุ่นอ่อน ซึ่งเป็นอา และพี่สาวของ น.ส.จุฑาภรณ์ เข้ามามอบดอกไม้ให้กำลังใจ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนได้มาประชุมร่วมกับหน่วยงานและชุดคลี่คลายคดี ผอ.อ้อยที่หายตัวไป พร้อมทั้งได้ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ด้วย
ส่วนการตั้งข้อหาเพิ่มนายทหารที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ยังไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาเพิ่ม ยังคงมีการตั้งข้อหาอยู่ 4 ข้อหาเหมือนเดิม แต่ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติม หรือแจ้งข้อหาเพิ่ม ก็จะมีการตั้งข้อหาเพิ่มอย่างแน่นอน ซึ่งคดีนี้ตนไม่หนักใจในการทำคดีที่มีนายทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะทำไปตามหลักฐาน และทำคดีอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากคดีนี้มีประชาชนและสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
วันที่ 3 กันยายน 2560 นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน พ่อของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า ขณะนี้เชื่อว่าลูกสาวจะถูกอุ้มฆ่าอย่างแน่นอน มีการลงมือก่อเหตุเป็นขบวนการ และยังคงยืนยันจะตามหาลูกต่อไปโดยไม่ย่อท้อไม่ว่าจะเจอในสภาพไหน อย่างไรก็ตาม ตนได้ตั้งเงินรางวัล 1 แสนบาท สำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสจนนำพาไปสู่การหาร่าง ผอ.อ้อย จนพบ ซึ่งสามารถโทรศัพท์แจ้งกับตนโดยตรงได้ที่หมายเลข 08-0796-4107 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้จะเก็บเรื่องผู้ที่แจ้งเป็นความลับ โดยที่ผ่านมาตนพยายามทุกวิถีทาง พึ่งทั้งวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์หมดเงินไปกว่าครึ่งล้านบาทแล้วก็ยังหาร่างลูกสาวไม่เจอ
วันที่ 4 กันยายน 2560 ร่างทรงรายหนึ่งได้ส่งข้อความผ่านไลน์หาสื่อท้องถิ่นที่ จ.สกลนคร เพื่อแจ้งเบาะแสเรื่อง ผอ.อ้อย ที่หายตัวไป โดยอ้างว่าอยากติดต่อแม่ของ ผอ.อ้อย ฝากบอกให้เชื่อมั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และปูพญานาคศรีสุทโธ เจ้าที่เจ้าทาง ช่วยเบิกทางให้ พร้อมส่งพิกัดที่แก๊งอุ้มฆ่านำร่าง ผอ.อ้อย ไปโยนทิ้งไว้ฝั่งตรงข้ามหน้าโรงเรียนสว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ขอให้ครอบครัว ไปให้ทันก่อนที่พวกเค้าจะกลับมาทำลายหลักฐาน ก่อนทิ้งท้ายว่าที่ทำแบบนี้ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียงอะไร เพียงแต่อยากช่วยเหลือครอบครัว ผอ.อ้อย เท่านั้น
Cr:https://www.siamnews.com
0 comments